[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by CVRG amskku

กลุ่มวิจัยหัวใจและหลอดเลือด
(Cardiovascular Research Group)

ความเป็นมา


         เนื่องจากปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ในอันดับต้นๆโรคหนึ่งทั่วโลก นับวันจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีเพิ่มขึ้นรวมทั้งประเทศต่างๆในภูมิภาคแถบเอเชีย อาจเนื่องด้วยอิทธิพลของโลกไร้พรมแดนในปัจจุบัน วิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำให้แต่ละประเทศต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลในการรักษาโรคดังกล่าว แนวโน้มการก่อโรคนี้สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก และมักเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ในวัยทำงาน อันเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นจึงมีความสนใจที่จะรวบรวมบุคลากรที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ที่อยู่กระจายตามหน่วยงานต่างๆในมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดตั้งเป็นกลุ่มวิจัยขึ้น เพื่อที่จะได้ทำกิจกรรมต่างๆทางวิชาการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเสวนา การจัดประชุมวิชาการ การทำวิจัยเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการป้องกัน การวินิจฉัย การรักษาผู้ป่วยและนำไปสู่การจดสิทธิบัตร การพัฒนาหรือผลิตนักวิจัยทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานและความรู้ทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดสู่สาธารณชนอย่างเป็นรูปธรรม คณะผู้วิจัยซึ่งประกอบด้วยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด และอาจารย์ในสาขาวิชาต่างๆที่มีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือดมาร่วมกิจกรรมกลุ่มวิจัย และยังได้มีการรวบรวมสมาชิกจากการแนะนำหรือสอบถามผู้สนใจ โดยมีชื่อกลุ่มว่า กลุ่มวิจัยหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular research group)

ความสำคัญของการจัดตั้งกลุ่มวิจัย


           โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease; CHD) เป็นสาเหตุการป่วยและการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประชากรแถบประเทศตะวันตก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ 62 ล้านคนและผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอีก 50 ล้านคน ต่อประชากรทั้งประเทศจำนวน 293 ล้านคน โดยมีผู้ป่วยใหม่ปีละ 1.2 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2543 มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้คิดเป็น 39% จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญนอกเหนือจากปัจจัยด้านพันธุกรรม อายุ และเพศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะกรดไขมันชนิดอิ่มตัว (saturated fatty acids) cholesterol และ triglycerides การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การมีน้ำหนักตัวเกิน โรคอ้วน (obesity) และยังเกี่ยวข้องกับการมีภาวะความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน หากมีปัจจัยเสี่ยงหลายๆปัจจัยเสริมกัน การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจก็จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในปัจจุบันอัตราการป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจพบมากขึ้นในประชากรของประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ความคล่องตัวในการติดต่อถึงกันในโลกยุคไร้พรมแดน ทำให้วิถีการดำรงชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงไปคล้ายคลึงกับความเป็นอยู่ชาวตะวันตก

สำหรับประเทศไทย พบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจของคนไทย เพิ่มขึ้นจาก 5.65 คน ในประชากร 10,000 คนในปี พ.ศ. 2528 เป็น 16.8 คนในประชากร 10,000 คนในปี พ.ศ. 2540 โดยโรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ซึ่งอาจเนื่องจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องและการขาดการออกกำลังกาย ต่อมาผลการศึกษาของศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปิยทัศน์ ทัศนาวิวัฒน์และคณะ พบว่าอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจของคนไทยเพิ่มขึ้น โดยได้ทำการศึกษาในคนไทยที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 30 ปีขึ้นไปจำนวน 8,789 คน ในเพศชายมีอัตราเท่ากับ 9.2 คนใน 1,000 คน และเพศหญิงเท่ากับ 10.7 คนใน 1,000 คน นอกจากนี้จากสถิติที่รวบรวมโดยกระทรวงสาธารณสุขพบว่าอัตราการเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) โรคเลือดในสมอง (cerebrovascular disease) และความดันโลหิตสูงรวมกันแล้วมีอัตราสูงขึ้น 125% ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี (พ.ศ. 2540-2544) และจากการรวบรวมสถิติผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในรอบปี พ.ศ. 2546 พบว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 22.1% จะเห็นได้ว่าปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นปัญหาสุขภาพในประชากรภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยเช่นเดียวกัน